รอบรั้ว มศว
 
Engagement Thailand พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม มศว ชู มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม
 
มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมหรือ University Engagement เป็นพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่ทำกันอย่างจริงจัง จนเกิดเครือข่ายเพื่อบูรณาการการดำเนินงานทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตที่จะออกไปสู่การรับใช้สังคม อันจะส่งผลต่อความเจริญของชาติ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยคณะสังคมศาสตร์ ร่วมกับ ส่วนกิจการเพื่อสังคม มศว จัดงานแถลงข่าวการประชุมสัมมนาวิชาการ Annual Conference: Sustainable Development Goals (SDGs): A better way for social impact creation and social inequality reduction เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ณ หอประชุมเล็ก ชั้น 4 อาคารนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร เพื่อแสดงจุดยืนความเป็น มหาวิทยาลัยรับใช้สังคมกับพันธกิจสัมพันธ์ที่มีต่อสังคมอีกครั้ง
โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ประธาน Engagement Thailand รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการเพื่อสังคม รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ ร่วมแถลงข่าวดังกล่าว รวมทั้งตัวแทนนิสิต นางสาว ลาภิสรา อินทรสูต (แอปเปิ้ล) มาร่วมถ่ายทอดบทบาทของนิสิตนักศึกษาไทยกับการรับใช้สังคม

พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมหรือ Engagement Thailand ได้กำหนดความหมายของ “University Engagement” ไว้ว่าคือการทำงานเชิงวิชาการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมในพันธกิจหลักทุกด้านของมหาวิทยาลัย บนหลักการพื้นฐาน 4 ประการ ได้แก่ 1) ร่วมคิดร่วมทำแบบหุ้นส่วน (Partnership) 2) เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย (Mutual benefit) 3) มีการใช้ความรู้และเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Scholarship) และ 4) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้ (Social impact) โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1.มหาวิทยาลัยรับรู้และยอมรับคุณค่า (Values) วัฒนธรรม (Culture) ความรู้และทักษะ (Knowledge and Skills) ของสังคมและทำงานที่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายร่วมกัน
2.มหาวิทยาลัยต้องกำหนดเรื่องพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคมไว้ในระบบกำกับดูแลนโยบายและแผนการดำเนินการ งบประมาณ หลักสูตร รวมถึงวิถีชีวิตในมหาวิทยาลัย
3.ในการทำวิจัยร่วมกันนั้น ต้องร่วมกันพัฒนาโจทย์และวิธีการที่ครอบคลุมทั้งในเชิงวิชาการและประเด็นของสังคม
4.ในการบูรณาการกับการเรียนการสอนนั้น ต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายในการเรียนรู้ของนิสิตนักศึกษาและต้องสอดคล้องกับความต้องการของสังคม
5.มหาวิทยาลัยและสังคมทำงานร่วมกันในการติดตามความร่วมมือ
6.เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้นและสร้าง engaged citizens ซึ่งรวมถึงนักศึกษา บัณฑิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ สังคม หมายรวมถึง กลุ่มบุคคลที่อาจเชื่อมโยงกับชุมชนทั้งในมิติของพื้นที่ ความสนใจร่วมกัน อัตลักษณ์ สถานที่ทำงาน ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกันทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ หรืออยู่ในภาคส่วนเดียวกัน ชุมชนนักปฏิบัติ ชุมชนที่มีความสนใจร่วมกัน โดยไม่มีข้อจำกัดทั้งในเชิงพื้นที่ ภูมิภาค และประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจอุตสาหกรรม สมาคมวิชาชีพ โรงเรียน รัฐบาล ศิษย์เก่า และชุมชนพื้นเมือง เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ประธาน Engagement Thailand เปิดเผยว่า “แต่เดิมนั้น การทำงานกับสังคมของมหาวิทยาลัย อยู่ในรูปแบบของงานบริการวิชาการและงานอาสาสมัครเป็นหลัก รูปแบบเดิมแบบนี้ทำให้มหาวิทยาลัยดูโดดเดี่ยว ขาดเครือข่ายภาคีที่มีส่วนร่วมในระยะยาว รวมถึงการที่มหาวิทยาลัยเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริงของชุมชนในพื้นที่ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยทำให้ภารกิจทุกภารกิจของมหาวิทยาลัยบรรลุผลต่อสังคม เช่น การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เข้าด้วยกัน
ในการทำ Engagement กับหน่วยงานและบุคคลภายนอกกว้างขวางขึ้น รวมทั้งการมีพันธกิจสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ สถาบันคลังสมองของชาติได้จัดให้คณะผู้บริหารและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยไทยไปร่วมประชุมประจำปีของ Engagement Australia และดูงานเพิ่มเติมในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในรัฐวิคทอเรียเมื่อเดือนกรกฏาคม 2556 คณะผู้ดูงานมีความเห็นร่วมกันว่า แม้มหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะได้มีภารกิจด้านนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แต่การดำเนินการยังจำกัด น่าจะขยายแนวคิดและขอบเขตของ “การบริการ” (Service) ให้เป็น “พันธกิจสัมพันธ์” (Engagement) ตามแนวคิดและแนวทางที่ทำในมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย จึงได้เสนอให้สถาบันคลังสมองแห่งชาติ จัดให้มีคณะผู้เริ่มการจัดตั้งเครือข่าย Engagement Thailand ขึ้น เป็นการนำร่องและเริ่มเปิดเครือข่ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 โดยมีมหาวิทยาลัยในเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพทุกปี ซึ่งปีนี้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒรับเป็นเจ้าภาพและเป็นการประชุมครั้งที่ 5 ในหัวข้อ แนวงทางใหม่สำหรับการสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”
รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี ได้กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเพื่อสังคมของ มศว ว่ามีความโดดเด่นมากขึ้นในปัจจุบัน ทังนี้เป็นผลมาจากการที่มหาวิทยาลัยได้ประกาศภาพลักษณ์ พันธกิจว่าเป็น “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” จึงเป็นโอกาสที่ดีที่มหาวิทยาลัยรับเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ นี้ “มศว เราไม่เพียงแต่จะมีพันธกิจด้านการจัดการศึกษาตามภาระหน้าที่ของการเป็นสถาบันการอุดมศึกษา แต่มหาวิทยาลัยยังมีพันธกิจสำคัญของการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม ในการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายในและภายนอก โดยเฉพาะชุมชน ภาคประชาคมธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ในการสร้างองค์วคามรู้ใหม่ๆ พัฒนาคุณภาพอาจารย์และนิสิต จัดการเรียนรู้ของนิสิต บูรณาการหลักสูตร เพื่อสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืนกับทุกภาคีเหล่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคต”
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒยังคงมุ่งมั่นในการบริหารกิจการมหาวิทยาลัยด้วยแนวนโยบายของการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ถึงพันธกิจที่ทรงคุณค่าต่อสังคมนอกเหนือจากการเป็นสถาบันการศึกษาที่ทรงภูมิ ทรงเกียรติมาอย่างยาวนานถึง 69 ปี พันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม จึงเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาคมทั้งภายในและภายนอกอย่างแท้จริงยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นมาสู่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในทุกยุคสมัยสืบไป








ภัทรพร หงษ์ทอง / ข่าว
ส่วนวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร / ภาพถ่าย


 
แหล่งข้อมูล :: PR SWU   ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2561